Welcome to Bank of Ayudhya Public Company Limited

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

1.ประวัติเกี่ยวกับธนาคาร


        ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2488 และได้นำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2520 ปัจจุบันเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีเงินให้สินเชื่อและเงินฝากใหญ่เป็นอันดับ5ของประเทศ และเป็นธนาคารที่ให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจรแก่ทั้งลูกค้าธุรกิจ และลูกค้าบุคคล 
เหตุการณ์สำคัญ
o    เมื่อ 3 มกราคม 2550 จีอี มันนี่ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเพื่อรายย่อยชั้นนำของโลกได้บรรลุข้อตกลงการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจและความเชื่อมั่นในธนาคารฯ โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับการผสานความสามารถทางธุรกิจของสององค์กร เพื่อให้ธนาคารฯเป็นธนาคารที่ให้บริการครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย
o    14 กุมภาพันธ์ 2551 ธนาคารฯเข้าซื้อกิจการบริษัท จีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) (GECAL) เสร็จสมบูรณ์ โดย ณ วันโอนกิจการ GECAL มีสินทรัพย์รวม 78,010 ล้านบาท และเงินให้สินเชื่อสุทธิรวม 75,283 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อของธนาคารฯเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 17 ณ วันโอนกิจการ และต่อมา GECAL เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) (AYCAL)
o    8 เมษายน 2552 ธนาคารฯดำเนินการเข้าซื้อหุ้นธนาคาร เอไอจี เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) (AIGRB) และ บริษัท เอไอจี คาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด (AIGCC) เสร็จสมบูรณ์ ในราคารวม 1,605 ล้านบาท โดยทำให้ธนาคารฯมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 32,800 ล้านบาท มีฐานสินเชื่อเพิ่มขึ้น 21,900 ล้านบาท เงินฝากเพิ่มขึ้น 18,600 ล้านบาท และมีจำนวนบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นประมาณ 222,000 บัตร
o    9 กันยายน 2552 ธนาคารฯ เข้าซื้อกิจการบริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิสเซส จำกัด (CFGS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัทอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป อิงค์ จำกัด เสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้ CFGS เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการไมโครไฟแนนซ์โดยเฉพาะสินเชื่อที่ใช้ทะเบียนรถเป็นหลักประกัน มีเครือข่ายสาขากว่า 163 แห่งทั่วประเทศ และเป็นที่รู้จักกันดีในนาม "ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ"
o    5 พฤศจิกายน 2552 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเข้าซื้อธุรกิจการเงินเพื่อผู้บริโภคของจีอี แคปปิตอล ในประเทศไทย เสร็จสมบูรณ์ การเข้าซื้อครั้งนี้ทำให้ธุรกิจการเงินเพื่อลูกค้ารายย่อยของธนาคารกรุงศรีอยุธยาเติบโตเร็วขึ้น และทำให้สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยของธนาคารเพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 42% ของสินเชื่อรวม และจะส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของธนาคารเพิ่มขึ้น ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และความหลากหลายยิ่งขึ้นในบริการหลักของธุรกิจการเงินเพื่อลูกค้ารายย่อยของธนาคาร การผนวกธุรกิจของจีอี มันนี่ ประเทศไทย เข้ากับธนาคาร ทำให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยากลายเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนบัตรหมุนเวียนในระบบมากกว่า 3 ล้านใบ และให้บริการลูกค้ากว่า 8 ล้านราย
o    25 มกราคม 2555 คณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติเห็นชอบให้ธนาคารฯ ดำเนินการรับโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อยในประเทศไทยของ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด ("HSBC") ซึ่งประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเงินฝากส่วนบุคคลและตั๋วแลกเงิน
บลจ.กรุงศรี เปิดขายกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M31 ชูผลตอบแทน 3.15 % ต่อปี
    วันที่ 7 สิงหาคม 2555



     นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด  เปิดเผยว่า บริษัทเปิดเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารหนี้ 6M31 (KFFIX6M31) อายุโครงการประมาณ 6 เดือน เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เช่น ตราสารหนี้ภาครัฐไทย สัดส่วนการลงทุน 26%  ตราสารหนี้ระยะสั้นออกโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 6%  ตั๋วแลกเงินออกโดย บ. อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จก. (มหาชน) สัดส่วนการลงทุน 24%  เงินฝากธนาคาร Bank of China (สาขามาเก๊า) สัดส่วนการลงทุน 20 %  และเงินฝากธนาคาร Standard Chartered Bank (ฮ่องกง) สัดส่วนการลงทุน 24%  โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติประมาณ 3.15% ต่อปี  และหลังครบกำหนดอายุโครงการบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารเงิน (KFCASH) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน  เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนต่อไป
     กองทุน KFFIX6M31 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถลงทุนได้เป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน และต้องการโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร  ทั้งนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับใช้เป็นที่พักเงินเพื่อรอจังหวะลงทุน   เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวนทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศในแถบยุโรป


credit : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20120807/465047/กรุงศรีขายตราสารหนี้6เดือนยิลด์3.15.html


แบงก์กรุงศรีฯเปิด“กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ”เล็งติด1ใน3ภายใน3ปี
    (19 กรกฎาคม 2555)

      ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) วันนี้ประกาศเปิดตัวภาพลักษณ์และรูปแบบการให้บริการใหม่ของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ของธนาคารภายใต้ชื่อ “กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ” (Krungsri Exclusive) โดยลูกค้าสามารถรับบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุน มุ่งจับกลุ่มลูกค้าที่มีผลิตภัณฑ์เงินฝาก การลงทุน และประกันภัยอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมตั้งเป้าขึ้นเป็น 1 ใน 3 ผู้นำธุรกิจภายใน 3 ปี

     นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานเงินฝากและการลงทุน และประกันภัยธนพัทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า “ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของธนาคารมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ดังนั้นธนาคารจึงเห็นโอกาสในการรุกธุรกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยเริ่มจากการปรับภาพลักษณ์ของธุรกิจดังกล่าวให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับแบรนด์กรุงศรี ภายใต้ชื่อ “กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ” พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้อง        กับความต้องการของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว”
     “นอกเหนือจากการปรับภาพลักษณ์ ธนาคารได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ของกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ให้ครอบคลุมบริการใน 4 ด้านหลักได้แก่ การดูแลและบริหารความมั่งคั่งโดยมืออาชีพ (Relationship sales & services) การจัดพอร์ตการลงทุนที่เคียงข้างความสำเร็จทุกช่วงชีวิต (Investment advisory services) ศูนย์บริการกรุงศรีเอ็กซ์คลูซีฟ (Customer touch point / location) และเอกสิทธิ์พิเศษ (Segmentation proposition) โดยการพัฒนาสิทธิประโยชน์ดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจความต้องการลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง (High Net Worth) ของไทเลอร์ เนลสัน ซอฟเฟรส (TNS) บริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำระดับโลกที่ศึกษาความต้องการของลูกค้าปัจจุบันและกลุ่มเป้าหมายในช่วงเดือนมกราคม 2555 ที่ผ่านมา”
     “ด้วยการปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น ธนาคารเชื่อว่าจะสามารถผลักดันบริการ “กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ” ให้ก้าวขึ้นติดอันดับ 1 ใน 3 ผู้นำของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และได้ตั้งเป้าเติบโตของสินทรัพย์ไว้ที่ 20% สำหรับปีนี้” นายกฤษณ์กล่าวเพิ่มเติม
     ทั้งนี้ ทางธนาคารยังได้เสริมความแข็งแกร่งของบริการด้วยการตั้งทีมผู้จัดการการเงินส่วนบุคคล (Relationship Manager) และที่ปรึกษาการลงทุน (Investment Consultant) ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างมืออาชีพ ผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งจะให้คำปรึกษาในเรื่องการวางแผนการออมและคำแนะนำเรื่องการลงทุนแก่ลูกค้าแต่ละรายให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน ความเสี่ยงที่ลูกค้าสามารถรับได้ให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย
      นอกจากนี้ลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟยังจะได้สัมผัสประสบการณ์อีกระดับที่แตกต่าง และตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ อาทิ การออกรอบตีกอล์ฟร่วมกับ ประหยัด มากแสง โปรกอล์ฟระดับแถวหน้าของเอเชีย ณ สนามกอล์ฟ อมตะ สปริง คันทรีคลับ ร่วมลิ้มรสอาหารฝีมือ เชฟชั้นนำระดับโลก  เลือกบริการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช หรือบริการตรวจสุขภาพแบบองค์รวมจากสถาบันการแพทย์ผสมผสานตรัยยา (Tria) เพื่อการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพโดยรวม รวมทั้งรับเอกสิทธิ์ยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงิน และค่าบริการต่างๆ ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด


วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กรุงศรีกรุ๊ปรายงานผลกำไรสุทธิ 3.72 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 25%
    (19 กรกฎาคม 2555)


      – กรุงศรีกรุ๊ป (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) วันนี้ได้รายงานผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องสำหรับไตรมาส 2/2555 โดยมีกำไรสุทธิ 3.72 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสแรกของปี 2555 หรือ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา

     สินเชื่อที่มีคุณภาพขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ 6.3% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้คิดเป็นมูลค่า 43.5 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554 โดยสินเชื่อรายย่อยได้เพิ่มขึ้น 12% จากความต้องการสินเชื่อ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต

     สินเชื่อด้อยคุณภาพได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 2.9% ของสินเชื่อทั้งหมดอันเป็นผลจากการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และการแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างได้ผล

      มร. มาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรุงศรีกรุ๊ป กล่าวว่า “ธนาคารได้บรรลุก้าวย่างทางธุรกิจที่สำคัญในไตรมาสสอง ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางและความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจ ตลอดจนการลงทุนในด้านต่างๆ ของธนาคารในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งได้ส่งผลเชิงรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้งนี้ยอดสินทรัพย์รวมของธนาคารและบริษัทในเครือได้เติบโตขึ้นเป็นกว่า 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยสินเชื่อที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นถึง 6.3% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554 ขณะเดียวกันคุณภาพของพอร์ทสินเชื่อได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 18.1% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2554 ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมของธนาคารลดลงมาอยู่ที่ 2.9%”
     มร. อาร์โนลด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ธนาคารยังคงมีมุมมองต่อการเติบโตของธุรกิจเป็นเชิงบวกสำหรับครึ่ง หลังของปีนี้ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินเชื่ออย่างต่อเนื่องทั้งในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ ทั้งนี้ ธนาคารเชื่อมั่นว่าการเติบโตของสินเชื่อจะอยู่ที่ 11% ตามเป้าที่ตั้งไว้ แม้ว่าสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจอาจต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน”
      ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2555 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของประเทศไทยมีสินเชื่อรวม 757 พันล้านบาทและสินทรัพย์รวม 1,035 พันล้านบาท ธนาคารมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ระดับ 16.0% โดยเป็นเงินกองทุน
ขั้นที่ 1 (Tier 1) 11.5%

สรุปสาระสำคัญของผลประกอบการ (ตามงบการเงินรวม) สำหรับไตรมาส 2/2555
• การเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ: เพิ่มขึ้น 6.3% คิดเป็นมูลค่า 43.5 พันล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2554 หรือเพิ่มขึ้น 15.5% คิดเป็นมูลค่า 98.4 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา

• สินเชื่อด้อยคุณภาพ: ลดลง 18.1% มาอยู่ที่ 24.2 พันล้านบาท จาก 29.5 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554 หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.9% ของสินเชื่อรวมซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ ปี 2536

• กำไรสุทธิ: 3.72 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากไตรมาส 1/2555 หรือ 24.6% จากไตรมาส 2/2554

• ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM): ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.39% ในช่วงไตรมาส 2/2555

• อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้: ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 49.35% จาก 49.41% ณ สิ้นไตรมาส 1/2555

• สัดส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ: เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 129% จาก 106% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554

• รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ: เพิ่มขึ้น 13.5% จากไตรมาส 1/2555 หรือ 15.6% จากไตรมาส 2/2554

• การเติบโตของเงินฝาก: เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 61.9 พันล้านบาท หรือ 11% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554

• อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง: อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 16.0%

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555



แบงก์กรุงศรีลุยปั๊มสินเชื่อหมุนเวียน เจาะกลุ่มซับพลายเออร์-ดีลเลอร์ของบริษัทบิ๊ก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม 2555


       นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)หรือBAYเปิดเผยถึงแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)ของธนาคารว่าจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ทั้งปีที่ระดับ16%?ซึ่งจะทำให้พอร์ตสินเชื่อ SME ของธนาคารในสิ้นปี2555 ขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาทจากสิ้นปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 1.55 แสนล้านบาท
      โดยในปีนี้ธนาคารพยายามจะเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก เนื่องจากสินเชื่อดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ในระดับสูงทั้งนี้ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อ SMEของธนาคารจะแบ่งเป็นสินเชื่อระยะยาวประมาณ 70% ขณะที่สินเชื่อหมุนเวียนจะมีเพียง 30% เท่านั้น
สำหรับในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของสินเชื่อ SME สามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่ธนาคารคาดการณ์ไว้ ซึ่งมาจากปัจจัยหลักทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศที่ขยายตัวได้ในระดับดี รวมถึงการลงทุนจากโครงการของภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัวหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี2554 ที่ผ่านมา
       นายสยามกล่าวว่าล่าสุด ธนาคารได้ทำการเปิดตัวสินเชื่อเพื่อการค้าขาย หรือ “กรุงศรี แวลูเชน โซลูชั่นส์” เพื่อให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นซับพลายเออร์ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น โดยธนาคารได้ตั้งวงเงินไว้สำหรับการปล่อยสินเชื่อโครงการนี้ประมาณ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีลูกค้าขอใช้สินเชื่อจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสุทธิประมาณ 5,000 ล้านบาทภายในปีนี้
       ขณะเดียวกันธนาคารจะมีการเซ็นสัญญา MOU กับผู้ประกอบการรายใหญ่ 2 รายได้แก่ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)และบริษัทแอลจี อิเลคทรอนิกส์(ประเทศไทย)หลังจากนี้ธนาคารมีแผนจะเซ็นสัญญากับบริษัทขนาดใหญ่อีก 4-5 แห่งภายในปีนี้ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา
“ในแง่ความเสี่ยงของการปล่อยกู้จากการอนุมัติสินเชื่อ “กรุงศรี แวลูเชน โซลูชั่นส์” เราเชื่อว่าจะสามารถควบคุมเงินเข้าออกได้เพราะ เรารู้ว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง เพราะเรามีประวัติการซื้อขายของลูกค้ากลุ่มนี้จากลูกค้ารายใหญ่ซึ่งต่างจากวงเงินกู้ทั่วๆไปที่ไม่รู้ว่าได้เงินไปแล้วไปทำอะไร รวมถึงการอนุมัติสินเชื่อระยะสั้นให้กับกลุ่มซับพลายเออร์และดีลเลอร์ของผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งจะมีเครือข่ายของกลุ่มดังกล่าวประมาณ 400-500 ราย โดยเราจะพิจารณาจากข้อมูลธุรกิจจากประวัติการค้ากับรายใหญ่ ทำให้เรารู้ทันทีว่าลูกค้ารายไหนที่ผ่านเกณฑ์ขอสินเชื่อได้” นายสยาม กล่าว
      สำหรับวิธีการให้สินเชื่อจะเริ่มต้นจากการที่ธนาคารนำเสนอโครงการดังกล่าวต่อผู้ค้ารายใหญ่ (Sponser) เมื่อผู้ค้ารายใหญ่ตกลงเข้าร่วมโครงการแล้ว ธนาคารก็จะคัดเลือกคุณสมบัติของผู้ซื้อและผู้ขายของผู้ค้ารายใหญ่ ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ จากนั้นก็จะนำเสนอโครงการต่อผู้ซื้อและผู้ขาย โดยธนาคารจะเชิญเข้าร่วมโครงการ เมื่อผ่านการอนุมัติซึ่งใช้เวลาเพียง 1-2 วัน ก็สามารถอนุมัติสินเชื่อกับผู้ซื้อและผู้ขายที่ตกลงร่วมโครงการได้ทันที

credit : http://www.ryt9.com/s/nnd/1439731

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กรุงศรี SME ร่วมงานสัมมนา BuzzCity Mobile

 29 มิถุนายน 2555



         เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา คุณกิตติมา ทองเกตุ Senior Vice President, Marketing Development SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ในฐานะตัวแทนธนาคาร ได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานสัมมนาร่วมกับผู้บริหารจาก Siamsquared Technologies และ Nation Broadcasting Corporation Public Co., Ltd. ในหัวข้อ “BuzzCity Mobile Marketing Seminar 2012 — Making your M.A.R.K. (Mix, Acquisition, Reach, Knowledge)” ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ห้อง Watergate Ballroom C เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการทำการตลาดผ่านโทรศัพท์มือถือโฆษณาที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการสื่อสารแบบสองทางระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคการ โดยภายในงานทางธนาคารได้ร่วมออกบูธเพื่อให้บริการให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อ SME โดยมีผู้เข้าร่วมงานเป็นผู้ประกอบการ SME ตลอดจนนักการตลาดจากหลากหลายวงการ


credit : http://www.krungsri.com/th/news-detail.aspx?cids=1&cid&did=2345

กรุงศรีกรุ๊ปรายงานผลกำไรสุทธิ 3.44 พันล้านบาท

20 เมษายน 2555

   
       กรุงศรีกรุ๊ป (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัท ในเครือ) ได้รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2555 โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 3.44 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 600% จากไตรมาสสี่ของปี 2554 หรือ 22% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา
     สินเชื่อที่มีคุณภาพยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 3.5% โดยสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ตั้งแต่สิ้นเดือนธันวาคม 2554 มีมูลค่า 23.9 พันล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันสินเชื่อด้อยคุณภาพได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 4.9% จาก ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554 และ มีสัดส่วนต่ำกว่า 3.6% ของสินเชื่อทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและการแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
     ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 4.24% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของกรุงศรีกรุ๊ปในการรักษาอัตราผลตอบแทนของสินเชื่อในระดับที่น่าพอใจทั้งที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ลดลงใน เดือนมกราคมอีกทั้งภาวะการแข่งขันอย่างรุนแรงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินฝาก
    มร. มาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรุงศรีกรุ๊ป กล่าวว่า ภายใต้กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ กรุงศรี เรื่องเงิน เรื่องง่ายซึ่งมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายและสะดวก ผลประกอบการของกรุงศรีกรุ๊ปในไตรมาสแรกของปี 2555 ได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนผลกำไรได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าพอใจ รวมถึงผลประกอบการอื่นๆ ที่สำคัญ โดยสินเชื่อที่มีคุณภาพเติบโต 3.5% ในไตรมาสแรก หรือเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา
     “ที่สำคัญสินเชื่อรายย่อยของธนาคารและบริษัทในเครือได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 7% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นผลมาจากความสำเร็จในการรวมกิจการของธุรกิจสินเชื่อรายย่อยของธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ผนวกกับการเติบโตอย่างรวดเร็วจากธุรกิจที่มีอยู่ (organic growth) อันเป็นผลมาจากความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปีที่แล้ว โดยปัจจุบันธุรกิจรายย่อยมีสัดส่วนคิดเป็น 47% ของพอร์ตสินเชื่อของกรุงศรีกรุ๊ป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างความสมดุลระหว่างพอร์ตสินเชื่อประเภทต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมมร. อาร์โนลด์ กล่าว
     “เรามองว่าปี 2555 นี้จะเป็นปีที่ดีของกรุงศรีกรุ๊ปจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งโดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อและรายได้หลัก ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ความต้องการสินเชื่อเพื่อการก่อสร้างและฟื้นฟู และความต้องการรถยนต์และสินค้าคงทนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งความต้องการเหล่านี้เริ่มเห็นได้อย่างชัดตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้มร. อาร์โนลด์ กล่าว
     “ภารกิจหลักของเราในปีนี้ยังคงเป็น การมุ่งสู่การเป็นธนาคารที่ลูกค้าเลือกใช้บริการเป็นอันดับแรกโดยการนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าด้วยความสะดวกและเรียบง่ายมร. อาร์โนลด์ กล่าว ณ วันที่ 31 มีนาคม 2555 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของประเทศไทยมีเงินให้สินเชื่อรวม 742 พันล้านบาทและสินทรัพย์รวม 976 พันล้านบาท ธนาคารมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ระดับ 16.04% โดยเป็นเงินกองทุน ชั้นที่ 1 (Tier 1) 11.62%
สรุปสาระสำคัญของผลประกอบการตามงบการเงินรวมของกรุงศรีกรุ๊ปสำหรับไตรมาสแรกปี 2555
การเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ: เพิ่มขึ้น 3.5% หรือ 23.9 พันล้านบาทจาก ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554
กำไรจากการดำเนินงาน:
7.17 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2554 หรือเพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2554
กำไรสุทธิ:
3.44 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 600% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2554 หรือ 22% เมื่อเทียบกับ ไตรมาส 1/2554
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM):
รักษาระดับความแข็งแกร่งอยู่ที่ 4.24%
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้: ปรับตัวดีขึ้นเป็น
49.4% จาก 50.9% ในไตรมาส 1/2554
สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs): ลดลง
4.9% มาอยู่ที่ 28.1 พันล้านบาท จาก 29.5 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554 และปัจจุบันมีสัดส่วนต่ำกว่า 3.6% ของสินเชื่อทั้งหมด
อัตราส่วนสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้: เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ
114
รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ: เพิ่มขึ้น
6.4% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2554 หรือเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2554
การเติบโตของเงินทุน: เพิ่มขึ้น
14.8 พันล้านบาท หรือ 2.0% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2554
อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง: ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 16.4% จาก 16.3% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554 ท่ามกลางการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของสินเชื่อ


Credit : http://www.krungsri.com/th/news-detail.aspx?cids=3&cid=0&did=2187